เทคโนโลยี ·

วันที่แพลตฟอร์มชุมชนเริ่มเป็นไปได้ง่ายขึ้น

แพลตฟอร์มชุมชนและการเรียนรู้ด้วย AI

เมื่อสี่ปีก่อน ผมเคยให้สัมภาษณ์กับ The Active ในวิดีโอชื่อ “เทคไทบ้าน ภูผาม่านปล่อยแสง”

คำถามที่ยังอยู่

ตอนนั้นเรื่องที่เราพูดกันดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก ๆ ในอำเภอเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง เราพูดถึงภูผาม่าน พูดถึงการท่องเที่ยวชุมชน พูดถึงข้อมูลร้านอาหาร ที่พัก สถานที่ท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ และเรื่องราวของคนในพื้นที่

ในรายการนั้น ผมพูดถึงเรื่องง่าย ๆ อย่างหนึ่งว่า ถ้าเมืองหนึ่งไม่มีพื้นที่ออนไลน์ของตัวเอง ไม่มีหน้าร้านออนไลน์ ไม่มีแผนที่ ไม่มีข้อมูลที่คนค้นหาได้ เมืองนั้นก็เสียโอกาสบางอย่างไป

ไม่ใช่แค่เสียโอกาสด้านการท่องเที่ยว แต่เสียโอกาสในการทำให้ผู้คนมองเห็นระบบนิเวศของพื้นที่ ว่าในเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง มีร้านอาหาร มีที่พัก มีร้านกาแฟ มีคนทำสวน มีเส้นทาง มีเรื่องราว และมีจุดเล็ก ๆ อีกมากมายที่เชื่อมโยงกันอยู่

ถ้ามองย้อนกลับไป ผมรู้สึกว่าสิ่งที่เรากำลังพยายามทำในตอนนั้น ไม่ได้เป็นแค่การทำเว็บไซต์ท่องเที่ยว แต่มันคือความพยายามที่จะทำให้ชุมชนมีพื้นที่เล่าเรื่องของตัวเอง

มีคำถามหนึ่งที่ผมตั้งไว้ตอนนั้น และมันยังสะกิดใจผมมาจนถึงวันนี้ คือ ทำไมต้องให้คนอื่นเล่าเรื่องบ้านตัวเอง

คำถามนี้เรียบง่ายมาก แต่สำหรับผม มันคือคำถามใหญ่ เพราะหลายครั้งเรื่องราวของชุมชนถูกเล่าจากคนข้างนอก คนข้างนอกมาเที่ยว คนข้างนอกมาถ่ายรูป คนข้างนอกมาเขียนรีวิว แล้วคนในพื้นที่กลายเป็นเพียงฉากหลังของเรื่องเล่านั้น

ผมไม่ได้คิดว่าการเล่าจากคนนอกเป็นเรื่องผิด แต่มันทำให้ผมเริ่มถามตัวเองว่า ถ้าคนในพื้นที่มีเครื่องมือมากพอ เขาจะเล่าเรื่องบ้านตัวเองได้อย่างไร

ต้นแบบเล็ก ๆ ที่ภูผาม่าน

ก่อนจะมีคำว่า AI อยู่ในชีวิตประจำวันอย่างทุกวันนี้ เราพยายามเก็บข้อมูลชุมชนด้วยวิธีที่ค่อนข้างตรงไปตรงมา เดินสำรวจ ถามผู้ประกอบการ จดข้อมูล ถ่ายภาพ รวบรวมพิกัด เรียบเรียงเรื่องราว แล้วค่อยเอาข้อมูลเหล่านั้นไปทำเป็นเว็บไซต์หรือคู่มือเล็ก ๆ ของพื้นที่

ตอนนั้นผมยังจำได้ว่า เราไม่ได้เริ่มจากระบบที่ซับซ้อนอะไร เราเริ่มจากคำถามซ้ำ ๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ นักท่องเที่ยวมาถามว่าไปเที่ยวไหนได้บ้าง ถามร้านค้า ถามคุณแม่ คุณยาย คุณป้าที่อยู่ในอำเภอ คนในพื้นที่ต้องอธิบายเรื่องเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก

พอเจอคำถามแบบนี้บ่อยเข้า ผมเริ่มรู้สึกว่า ถ้าอย่างนั้นเราควรเก็บข้อมูลเหล่านี้ให้เป็นระบบหรือเปล่า ไม่ใช่ระบบของใครก็ไม่รู้ แต่เป็นเว็บไซต์ของคนภูผาม่านเอง เป็นพื้นที่ที่คนในอำเภอช่วยกันสื่อสารเรื่องของตัวเองจากข้างในออกไปข้างนอก

ครั้งนั้นผมทำต้นแบบเว็บไซต์ขึ้นมาเอง และทำ QR Code ตั้งไว้ที่ร้านกาแฟของตัวเอง เพื่อให้คนที่มาเที่ยวสามารถสแกนเข้าไปดูข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว ร้านอาหาร ที่พัก และพิกัดต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น มันเป็นการทดลองเล็ก ๆ แต่ทำให้ผมเห็นว่า ถ้าข้อมูลของพื้นที่ถูกจัดวางดีพอ คนที่มาเยือนก็จะมองเห็นความเชื่อมโยงของชุมชนได้มากขึ้น

ต้นแบบเว็บไซต์และ QR Code สำหรับข้อมูลท่องเที่ยวชุมชนภูผาม่าน
ภาพ: The Active / Thai PBS

กระบวนการแบบนี้ใช้แรงเยอะ ใช้เวลาเยอะ และต้องมีคนที่เข้าใจทั้งพื้นที่และเทคโนโลยีมาช่วยเชื่อม ตอนนั้นถ้าจะทำแพลตฟอร์มชุมชนขึ้นมาสักระบบหนึ่ง ต้องมีหลายอย่างพร้อมกัน ต้องมีคนเก็บข้อมูล คนออกแบบ คนเขียนเว็บ คนดูแลข้อมูล และคนช่วยคิดว่าจะจัดหมวดหมู่เรื่องราวเหล่านี้อย่างไร

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่มันยากพอที่จะทำให้หลายชุมชนเริ่มต้นไม่ไหว

หลายพื้นที่มีเรื่องราวมากมาย มีคนเก่ง มีอาชีพ มีภูมิปัญญา มีของกิน มีเส้นทาง มีปัญหา และมีโอกาส แต่ข้อมูลเหล่านี้กระจัดกระจายอยู่ในชีวิตประจำวัน บางข้อมูลอยู่ในพิกัดบนแผนที่ บางข้อมูลอยู่ในภาพถ่าย บางข้อมูลอยู่ในคำแนะนำสั้น ๆ ของคนขายของ บางข้อมูลอยู่ในประสบการณ์ของคนที่เคยพาแขกไปเที่ยว

บางเรื่องอยู่ในคำบอกเล่าของผู้ใหญ่ บางเรื่องอยู่ในร้านค้า บางเรื่องอยู่ในเส้นทางที่คนในพื้นที่รู้กันเอง บางเรื่องอยู่ในความทรงจำและประสบการณ์ของคนที่ใช้ชีวิตอยู่ตรงนั้น และหลายครั้งเรื่องเหล่านี้ยังไม่เคยถูกจัดวางให้คนอื่นมองเห็น

เครื่องมือที่พร้อมขึ้น

พอมาถึงวันนี้ ผมรู้สึกว่าสถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไป ไม่ใช่เพราะ AI จะเข้ามาแทนคน แต่เพราะ AI ทำให้คนธรรมดาเริ่มมีเครื่องมือที่เมื่อก่อนต้องใช้ทีมขนาดใหญ่

เด็กคนหนึ่งสามารถช่วยถอดบทสัมภาษณ์ได้ ครูคนหนึ่งสามารถช่วยจัดหมวดหมู่ข้อมูลจากการสำรวจชุมชนได้ นักพัฒนาชุมชนสามารถเปลี่ยนข้อมูลกระจัดกระจายให้เป็นโครงสร้างที่เข้าใจง่ายขึ้นได้ ผู้ประกอบการท้องถิ่นสามารถเขียนเรื่องเล่าของร้านตัวเองให้อ่านรู้เรื่องมากขึ้นได้ และคนในพื้นที่สามารถเริ่มต้นสร้างฐานข้อมูลของตัวเองได้ โดยไม่ต้องรอให้ใครจากข้างนอกมาทำให้ทั้งหมด

นี่คือจุดที่ผมรู้สึกว่าน่าสนใจมาก เพราะสิ่งที่เมื่อสี่ปีก่อนเป็นความพยายามที่ค่อนข้างเหนื่อย วันนี้อาจกลายเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ทำซ้ำได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่ง่ายจนไม่ต้องคิด แต่เริ่มง่ายพอที่จะทดลอง

สิ่งที่เทคไทบ้านอยากทำต่อ

เทคไทบ้านกำลังหยิบแนวคิดนี้กลับมาทำต่อ ไม่ใช่ในฐานะโครงการทำเว็บไซต์ให้ชุมชน แต่ในฐานะกระบวนการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนออกไปสำรวจชุมชน เก็บข้อมูลจริง ฟังเรื่องเล่าจริง แล้วใช้เครื่องมือดิจิทัลและ AI ช่วยจัดระเบียบสิ่งที่พบ

คำว่าแพลตฟอร์มชุมชนสำหรับผม จึงไม่ได้หมายถึงระบบใหญ่โตตั้งแต่วันแรก มันอาจเริ่มจากฐานข้อมูลเล็ก ๆ รายชื่อผู้ประกอบการในพื้นที่ แผนที่ร้านอาหาร เรื่องเล่าของผู้สูงอายุ ข้อมูลอาชีพ เส้นทางท่องเที่ยว บทสัมภาษณ์คนในชุมชน ภาพถ่ายที่มีคำอธิบาย หรือเว็บไซต์ง่าย ๆ ที่รวบรวมสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน

สิ่งสำคัญไม่ใช่ว่าแพลตฟอร์มจะใหญ่แค่ไหน แต่คือใครเป็นคนสร้าง ใครเป็นคนเข้าใจข้อมูล ใครเป็นคนตั้งคำถาม และใครได้เรียนรู้ระหว่างทาง

ถ้าเด็กในพื้นที่ได้ออกไปสัมภาษณ์คนในชุมชน เขาไม่ได้เรียนรู้แค่การใช้ AI เขาได้เรียนรู้วิธีฟัง ได้เรียนรู้วิธีถาม ได้เรียนรู้ว่าบ้านของตัวเองมีเรื่องราวมากกว่าที่เคยคิด

และเมื่อเขาใช้ AI ช่วยจัดระเบียบข้อมูลเหล่านั้น เขาอาจเริ่มเห็นว่าข้อมูลไม่ใช่สิ่งไกลตัว ข้อมูลคือเรื่องราวของผู้คน ข้อมูลคือคำถามที่ถูกถามซ้ำ ๆ ในชีวิตประจำวัน ข้อมูลคือสิ่งที่ชุมชนรู้อยู่แล้ว แต่อาจยังไม่เคยถูกจัดวางให้คนอื่นเข้าใจง่าย

ข้อมูลคือชีวิตจริง คือสิ่งที่ช่วยให้เรามองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างคน สถานที่ อาชีพ และโอกาสในชุมชน

ผมคิดว่านี่อาจเป็นบทบาทหนึ่งของ AI ที่น่าสนใจกว่าการใช้มันเพื่อทำงานให้เร็วขึ้นเพียงอย่างเดียว AI อาจช่วยให้ความรู้ของชุมชนถูกจัดเก็บได้ง่ายขึ้น ช่วยให้เรื่องเล่าถูกเรียบเรียงได้ดีขึ้น ช่วยให้ข้อมูลที่กระจัดกระจายเชื่อมโยงกันได้มากขึ้น และช่วยให้คนที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองสร้างระบบได้ เริ่มทดลองสร้างสิ่งเล็ก ๆ ของตัวเอง

แน่นอนว่ายังมีคำถามอีกมาก ข้อมูลของชุมชนควรถูกเก็บอย่างไร ใครเป็นเจ้าของข้อมูล อะไรควรเผยแพร่ อะไรควรเก็บไว้ในพื้นที่ เราจะใช้ AI โดยไม่ทำให้เสียงของคนในชุมชนถูกกลืนหายไปได้อย่างไร

คำถามเหล่านี้สำคัญ และผมคิดว่าเราควรถามมันตั้งแต่ต้น เพราะแพลตฟอร์มชุมชนที่ดี ไม่ควรเป็นเพียงที่เก็บข้อมูล แต่ควรเป็นพื้นที่ที่ทำให้ผู้คนได้เรียนรู้ร่วมกัน

สี่ปีก่อน เราพยายามทำให้ภูผาม่านมีพื้นที่เล่าเรื่องของตัวเองบนโลกออนไลน์ วันนี้ เครื่องมือพร้อมขึ้นมาก แต่คำถามเดิมยังอยู่

เราจะทำอย่างไรให้คนในพื้นที่เป็นเจ้าของเรื่องราวของตัวเอง

และเราจะใช้เทคโนโลยีอย่างไร ให้มันไม่พาเราออกห่างจากบ้าน แต่พาเรากลับไปมองบ้านของตัวเองอย่างตั้งใจมากขึ้น

สำหรับผม นี่คือเหตุผลที่เทคไทบ้านอยากกลับมาทำเรื่องนี้ต่อ ไม่ใช่เพราะ AI กำลังเป็นกระแส แต่เพราะบางความฝันที่เคยทำได้ยาก วันนี้เริ่มมีเครื่องมือที่ทำให้เราชวนผู้คนมาทดลองด้วยกันได้ง่ายขึ้น

← กลับไปที่บทความทั้งหมด